back.jpg3.jpgnext.jpg

เครื่องราชอิสริยาภรณ์ไทยรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

G_crownPic002.jpg
เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยิ่งมงกุฎไทย
พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเรียกว่า “เครื่องราชอิสริยยศความชอบอย่างสูงมงกุฎสยาม สำหรับพระราชทานแก่พระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการ และผู้มีความชอบในราชการมากน้อยตามสมควร เมื่อแรกสร้างมีเพียง 3 ชั้น คือ มหาสุราภรณ์ จุลสุราภรณ์ และภัทราภรณ์ ต่อมาได้แบ่งเป็น 5 ชั้น คือ มหาสุราภรณ์ จุลสุราภรณ์ มัณฑนาภรณ์ ภัทราภรณ์ และวิจิตราภรณ์ ได้ทรงเปลี่ยนชื่อจากที่บัญญัติไว้เดิมเป็น “เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎสยาม” และได้โปรดเกล้าให้สร้างเหรียญทองและเหรียญเงินมงกุฎสยามขึ้น
เครื่องราชอิสริยาภรณ์ตระกูลนี้ เรียกชื่อย่อว่า “เครื่องราชอิสริยาภรณ์มงกุฎไทย” มี 8 ชั้น แยกเป็นตรา 6 ชั้น เป็นเหรียญ 2 ชั้น ดังนี้
ชั้นสูงสุด มหาวชิรมงกุฎ ม.ว.ม.
ชั้นที่ 1 ประถมาภรณ์มงกุฎสยาม ป.ม.
ชั้นที่ 2 ทวีติยาภรณ์มงกุฎสยาม ท.ม.
ชั้นที่ 3 ตริตาภรณ์มงกุฎสยาม ต.ม.
ชั้นที่ 4 จัตุรถาภรณ์มงกุฎสยาม จ.ช.
ชั้นที่ 5 เบญจมาภรณ์มงกุฎสยาม บ.ม.
ชั้นที่ 6 เหรียญทองมงกุฎไทย ร.ท.ม.
ชั้นที่ 7 เหรียญเงินมงกุฎไทย ร.ง.ม.
Untitled-6.jpg
เครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า
พระองค์ทรงระลึกถึงว่า การที่พระมหากษัตริย์พระบรมราชวงศ์จักรี ได้อยู่ในราชสมบัติต่อเนื่องมาจนถึงรัชกาลของพระองค์ โดยมิได้มีการแย่งชิงอำนาจนั้น นับว่าเป็นผลแห่งความจงรักภักดีของพระบรมวงศานุวงศ์ และข้าราชการทั้งปวง อนึ่ง เมื่อพระองค์ทรงครองราชนั้น พระองค์มีพระชนม์เพียง 15 พรรษา และกำลังทรงพระประชวรหนักอย่างหน้าวิตก แต่ด้วยความกตัญญูจงรักภักดีต่อพระองค์ ท่านเหล่านั้นได้ช่วยกันรักษาความมั่นคงของราชบัลลังก์ไว้ได้ เพื่อตอบแทนคุณความดีของบุคคลทั้งหลาย จึงมีพระราชดำริที่จะทรงสร้างเครื่องหมายอันเป็นเกียรติในพระนามของพระองค์ สำหรับพระราชทานผู้ซึ่งมีความชอบในรัชกาลของพระองค์และบุตรหลานทายาทของผู้ซึ่งมีความชอบในการรับใช้ประเทศชาติ นอกจากนี้แล้ว ยังมีพระราชปณิธานที่จะโปรดเกล้า ฯ ให้ทายาทเหล่านั้นได้มารับราชการ จะทรงชุบเลี้ยงให้ทายาทมีความเจริญ เป็นเกียรติต่อตระกูลของตนสืบไป ดังที่ทรงคิดคำขวัญที่ปรากฏบนดวงตราว่า “เราจะบำรุงตระกูลวงศ์ให้เจริญ” ในครั้งแรกที่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สร้างเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตระกูลนี้ สำหรับพระราชทานฝ่ายหน้าโดยเฉพาะ และมีเพียง 3 ชั้น 5 ชนิดคือ
ชั้นที่ 1 ปฐมจุลจอมเกล้า
ชั้นที่ 2 ทุติยจุลจอมเกล้าวิเศษ - ทุติยจุลจอมเกล้า
ชั้นที่ 3 ตติยจุลจอมเกล้า - ตติยานุจุลจอมเกล้า
สำหรับฝ่ายในได้ทรงสร้างเครื่องประกอบยศแทน ได้แก่ กล่องหมาก และหีบหมาก ภายหลังจึงโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า สำหรับพระราชทานฝ่ายใน แทนการพระราชทานกล่องหมาก หีบหมาก
B_mahacPic001.jpgB_mahacPic002.jpg

เครื่องขัตติยราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติคุณยิ่งมหาจักรีบรมราชวงศ์
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้สร้างขึ้น ในโอกาสครบร้อยปีของการสถาปนากรุงเทพมหานคร เพื่อพระราชทานแก่พระบรมวงศานุวงศ์ ซึ่งสืบเนื่องโดยตรงจากพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เพื่อใช้ประดับเป็นเครื่องหมายเชิดชูพระเกียรติยศและรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ ที่ได้ทรงสถาปนาพระนครและปกครองอาณาประชาราษฎร์ให้ได้รับความเกษมสุขสำราญ ในสมัยนั้นได้เรียกเครื่องราชอิสริยาภรณ์ว่า “เครื่องขัตติยราชอิสริยยศอันมีเกียรติคุณยิ่งมหาจักรีบรมราชวงศ์” ตามพระราชบัญญัติที่ตราขึ้นในรัชสมัยของพระองค์ได้บัญญัติศัพท์เรียกบรรดาผู้เป็นเจ้าเป็นใหญ่ในเครื่องราชอิสริยยศ และผู้ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยยศนี้ไว้ดังนี้
ผู้เป็นเจ้าเป็นใหญ่ในเครื่องราชอิสริยยศฝ่ายหน้า (คือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว) เรียกว่า มหาสวามิศราธิบดี
ผู้เป็นเจ้าเป็นใหญ่ในเครื่องราชอิสริยยศฝ่ายใน (คือ สมเด็จพระบรมราชเทวี) เรียกว่า มหาสวามินี
หมู่พระบรมวงศานุวงศ์ฝ่ายหน้าที่ได้รับพระราชทาน เรียกว่า “คณาภยันดร” ถ้าเรียกเฉพาะพระองค์ เรียกว่า “ภราดร”
หมู่พระบรมวงศานุวงศ์ฝ่ายในที่ได้รับพระราชทาน เรียกว่า “คณาภยันดรี” ถ้าเรียกเฉพาะพระองค์ เรียกว่า “ภคินี”
ต่อมาได้เปลี่ยนการเรียก “เครื่องราชอิสริยยศ” เป็น “เครื่องราชอิสริยาภรณ์ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้เรียก “เครื่องขัตติยราชอิสริยยศอันมีเกียรติคุณยิ่งมหาจักรีบรมราชวงศ์” เป็น“เครื่องขัตติยราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติคุณยิ่งมหาจักรีบรมราชวงศ์”
ตราจักรีมีชั้นเดียวประกอบด้วย
๑. ตรามหาจักรี พร้อมสายสร้อยสวมคอ
๒. ตราจุลจักรี สำหรับห้อยกับสายสะพายสีเหลือง
๓. ดาราจักรี สำหรับประดับอกเสื้อเบื้องซ้าย สายสะพายจักรี สะพายบ่าซ้ายเฉียงลงทางขวา
เครื่องขัตติยราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติคุณยิ่งมหาจักรีบรมราชวงศ์นี้ สำหรับพระราชทานพระบรมวงศานุวงศ์ซึ่งสืบเนื่องตามพระราชวงศ์โดยตรงในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช และผู้ที่ได้เสกสมรสกับพระบรมวงศานุวงศ์ดังกล่าว และพระราชทานแก่ประมุขของรัฐต่างประเทศตามที่ทรงพระราชดำริเห็นสมควร